Mackenzie Claude Lincoln
- Son of Hecate / Cabin 20 -
121. สวัสดีเจ้าตัวเล็ก
-27.02.26 / 06:00AM.-
วันศุกร์สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ร่างสูงสมส่วนของแมคเคนซีออกมายืนอยู่ตรงหน้าประตูค่ายตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งหากคนรู้จักมาเห็นเข้าก็คงรู้ว่ามันช่างผิดวิสัยของเขาเหลือเกินที่ตื่นมาในเวลานี้ และนั่นคือเรื่องจริง หากไม่มีเหตุจำเป็นอะไร ป่านนี้เขาคงยังนอนซุกผ้าห่มอุ่น ๆ บนเตียงนุ่ม ๆ ในห้องนอนกระท่อมหมายเลขยี่สิบอยู่
“หนาวชะมัด”
ฝ่ามือใหญ่ใต้ถุงมือผ้าถูกันไปมาแล้วซุกลงในกระเป๋าเสื้อโค้ท ดวงตาสีเฮเซลกวาดมองไปยังผืนป่าหน้าค่ายอันเงียบสงบและเย็นชื้นสมกับช่วงปลายฤดูหนาว
วันนี้แมคเคนซีมีนัดหมายกับ ‘แลร์รี่’ รุ่นพี่จากค่ายจูปิเตอร์ซึ่งอยู่ทางเมืองนิวโรมไว้ สืบเนื่องจากการที่เขาไปคอมเม้นต์ตกปากรับคำในเน็คทาร์ว่าจะช่วยเลี้ยง ‘สุนัข’ ให้บุตรแห่งเมอร์คิวรี่ผู้นี้ที่ติดธุระเรื่องการแข่งรถจนต้องหาคนช่วยดูแลเจ้าสี่ขาให้ในช่วงเวลาที่ตนไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ ซึ่งเจ้าตัวก็ดูจะดีใจมากที่เขากับดีนอาสารับหน้าที่นี้ถึงขั้นขนาดจะพาเจ้าหมามาส่งให้ถึงหน้าประตูค่ายฮาล์ฟบลัดเลยทีเดียว
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้แมคเคนซีต้องมายืนรับลมหนาวเช้านี้ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า
หกโมงเช้าคือเวลานัด ซึ่งกับคนที่ถือเรื่องเวลาเป็นสำคัญโดยนับเป็นวินาทีอย่างแลร์รี่แล้ว แมคเคนซีเข้าใจอย่างดียิ่งว่ารุ่นพี่คนนี้คงไม่ปล่อยให้เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อย ๆ อย่างเปล่าประโยชน์ ไม่ใช่ในแง่ของการรักษาเวลาเพื่อผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจอย่างที่เขายึดถือ แต่เป็นการรักษาความเร็วตามวิถีของนักแข่งรถระดับโลกต่างหาก
ซึ่งแลร์รี่ก็คงมาถึงในอีกไม่ช้านับจากนี้
เสียงเครื่องยนต์แหวกผ่านความเงียบของป่าลองไอแลนด์วิ่งฉิวด้วยความเร็วระดับที่คนขับรถเป็นอย่างเขากะด้วยสายตาประมาณได้ว่าคงไม่ต่ำกว่า 140 กม./ชม. ฝ่าดงต้นไม้เข้ามาไม่ต่างจากรถโฟวิลจนอดทึ่งในฝีมือคนขับและความทนทานของรถไม่ได้ ดูท่าคงไม่ใช่รถทั่วไปที่ขายตามท้องตลาดเสียแล้ว โดยไม่ต้องชะเง้อหาให้เมื่อยคอ รถสปอร์ตสีแดงสดก็จอดลงตรงหน้าในขณะที่ตัวเลขบนหน้าจอสมาร์ทโฟนเปลี่ยนเป็น 06:00 พอดี
“ไงแมค ตรงเวลาดีนี่นา”
รุ่นพี่ต่างค่ายบุตรแห่งเมอร์คิวรี่ทักทายทันทีที่ลงจากรถ วันนี้แลร์รี่สวมชุดลำลองสบาย ๆ ทับด้วยแจ๊คเก็ตตัวหนาไม่เหมือนสองครั้งแรกที่พวกเขาเจอกัน ชายหนุ่มตรงมาสวมกอดแมคเคนซีหลวม ๆ ตามนิสัย รอยยิ้มกว้างจนตาแทบปิดที่เต็มไปด้วยความจริงใจยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
“อรุณสวัสดิ์ครับพี่แลร์ลี่ เพราะผมรู้ว่าพี่ตรงเวลากว่าผมไงล่ะ”
คำตอบกระทบกระเทียบแบบอ้อม ๆ ตามสไตล์ชาวอังกฤษทำเอานักแข่งรถระดับโลกหัวเราะออกมา เขาตบไหล่รุ่นน้องอย่างมันเขี้ยวก่อนจะผละกอด
“ขอโทษทีน่าที่นัดเช้าขนาดนี้ พี่ต้องไปอีกไกลน่ะ ว่าแต่ไม่ได้พบกันนาน นายสบายดีไหม”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องสบายดี…จะว่าดีก็ดีครับ ไม่ต้องออกไปทำภารกิจเฉียดตาย แต่ปีนี้ผมกลับไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยจากที่ดรอปไว้ก่อนมาค่ายเลยยุ่ง ๆ นิดหน่อย”
จะบอกว่า ‘นิดหน่อย’ ก็ไม่ถูกนัก แม้จะลงเรียนแบบออนไลน์เป็นส่วนใหญ่แต่ช่วงเวลาที่ไม่ได้เข้าคลาส แมคเคนซีก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการทำรายงานและโปรเจ็กต์แทบทุกวัน แต่หากให้เทียบกับการไปทำภารกิจคำพยากรณ์ที่ต้องเดินทางไกลและต่อสู้กับฝูงมอนสเตอร์สุดอันตรายแล้ว การเรียนก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยขึ้นมาทันที
“ตายล่ะ นี่พี่มาเพิ่มภาระให้นายหรือเปล่า”
ได้ยินแบบนั้นแลร์รี่ก็หน้าตาตื่น เริ่มกังวลไปล่วงหน้าว่าจะทำให้รุ่นน้องต่างค่ายลำบากจากการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเพิ่ม
“ไม่ครับ ถ้าผมไม่สะดวกผมไม่อาสาหรอก แล้วไหนล่ะครับ เจ้าสี่ขาของพี่”
หนุ่มอังกฤษถามพลางเอียงศีรษะเล็กน้อยทำทีมองไปที่สปอร์ตคาร์คันหรู แม้จะไม่เห็นด้านในเนื่องจากฟิล์มกรองแสงที่ถูกติดไว้ตามกระจกรอบคันรถก็ตาม
“โอ้ ใช่ มัวแต่ชวนคุยเพลินจนลืมไปเลย รอเดี๋ยวนะ”
เมื่อสายตาคู่สนทนาไม่ได้จับจ้องที่ตน เมื่อนั้นบุตรเมอร์คิวรี่จึงนึกถึงธุระหลักขึ้นมาได้ เขารีบไปเปิดประตูข้างหลังคนขับแล้วอุ้มกระเป๋าพลาสติกทรงยาว มีตะแกรงโลหะด้านหัวท้ายเพื่อระบายอากาศให้สิ่งมีชีวิตด้านในซึ่งดูมีน้ำหนักออกมาใบหนึ่ง
“นี่ไงล่ะเวโล เจ้าตัวน้อยของฉัน”
แลร์รี่แนะนำสัตว์เลี้ยงของตนด้วยรอยยิ้ม แมคเคนซีจึงก้มลงไปมองใกล้ ๆ ภายในกระเป๋าในอ้อมกอดของอีกฝ่ายมีสุนัขดัชชุนขนยาวสีทองขนาดตัวกำลังดี มันเห่า “อ้ง ๆ !” ด้วยเสียงแหลมเล็กราวกับอยากทักทายเพื่อนใหม่
“น่ารักดีนะครับ ทำเอาผมนึกถึงหมาที่บ้านเกิดผมเลย”
บุตรเฮคาทียิ้มเล็กน้อยให้กับเสียงเห่านั้น เขาไม่ได้รู้สึกรำคาญ ซ้ำยังนึกไปถึงเจ้าสุนัขเซนเบอร์นาร์ดยักษ์สองตัวที่เลี้ยงไว้ที่กลอสเตอร์อีกต่างหาก แม้ขนาดตัวจะห่างกันมากแต่ด้วยความเป็นสุนัขเหมือนกันคงพอทำให้หายคิดถึงไปได้บ้าง
“แอนดริวกับแอนโทนี่ใช่ไหม พี่ก็อยากเลี้ยงเพิ่มอยู่นะ แต่แค่เวโลก็ไม่ค่อยมีเวลาแล้ว”
แลร์รี่พูดชื่อสุนัขทั้งสองตัวของรุ่นน้องได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ตั้งแต่วันที่แมคเคนซีอาสาว่าจะเลี้ยงเวโลให้ เขาก็ส่งข้อความมาคุยเป็นการส่วนตัวอีกนิดหน่อย พอรู้ว่าอีกฝ่ายเองก็เลี้ยงสุนัขเช่นกันเลยคุยกันยาวเลยเถิดไปจนถึงมีการส่งรูปเจ้าสี่ขาของแต่ละฝ่ายแลกกันดู
“ครับ พ่อผมเขาส่งรูปมาให้ดูเรื่อย ๆ แล้วเกี่ยวกับเวโล…มีอะไรที่ผมต้องระวังหรือดูแลเป็นพิเศษไหม”
แม้จะถามไถ่กันมาบ้างแล้ว แต่แมคเคนซีก็อยากถามซ้ำอีกรอบให้แน่ใจ เผื่อว่าแลร์รี่จะมีอะไรที่เพิ่งนึกขึ้นได้
“อืมมมม…ก็ไม่มีเป็นพิเศษนะ อย่างที่ฉันเคยบอก เวโลชอบเลียหน้าน่ะ นายก็ล้างหน้าบ่อย ๆ แล้วกัน ส่วนเรื่องอาหารก็ต้องเป็นเนื้อเท่านั้น อ้อ เกือบลืมไปเลย ฝากหน่อย”
แลร์รี่ส่งกระเป๋าที่มีเจ้าหมาอยู่ภายในให้แมคเคนซีรับไว้ก่อนจะเดินกลับไปที่รถ เวโลค่อนข้างหนักกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย แต่ก็อยู่ในระดับที่ยังอุ้มไหว
“ฉันเตรียมขนมมาให้แล้ว เป็นเนื้ออบแห้ง เอาไว้ให้เวโลเป็นรางวัลตอนทำตัวเป็นเด็กดี ของใช้จำเป็นทุกอย่างก็อยู่ในนั้นแล้วเหมือนกัน”
ถุงผ้าอีกใบถูกยื่นตามมา ดูจากน้ำหนักของมันแลร์รี่คงเตรียมทุกอย่างมาให้เจ้าตัวเล็กพร้อมแล้ว ยกเว้นอาหารหลักซึ่งก็คือเนื้อที่ไม่สามารถเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ อีกฝ่ายจึงใช้วิธีโอนเงินส่วนนั้นให้แมคเคนซีแทน แม้ว่าหนุ่มอังกฤษจะปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้กับความรั้นของรุ่นพี่คนนี้อยู่ดี จากนั้นเขาก็มองไปในกระเป๋า ยื่นนิ้วผ่านตะแกรงเข้าไปให้เจ้าหมาดัชชุนได้ดมกลิ่นอันคุ้นเคยและเลียนิ้วเล่นตามนิสัยของมัน
“บางทีเวโลอาจจะดื้อหรือซนไปบ้าง แต่ก็เป็นหมาที่น่ารัก นายแค่ระวังอย่าให้ฉุนเฉียว และให้เวโลคงอยู่ในรูปลักษณ์นี้ไปตลอดก็พอแล้ว”
“วางใจได้เลยครับ ผมกับดีนจะดูแลเวโลให้ดี พี่ไม่ต้องห่วง”
เมื่อพี่เลี้ยงหมาจำเป็นอย่างแมคเคนซีรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ แลร์รี่ก็ระบายยิ้มออกมาอย่างสบายใจ
“จริงด้วย แล้วดีนไปไหนซะล่ะ ปกติพวกนายตัวติดกันตลอดนี่”
เมื่อพูดถึงบุตรโพไซดอนช่างเจรจาอย่างดีน แลร์รี่ก็มองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของคนที่พวกเขากำลังพูดถึง
“ดีนไปจ๊อกกิ้งรอบค่ายครับ อีกสักพักคงเสร็จ ให้ผมโทรตามไหม”
เมื่อวานคนรักของเขาเองก็บอกว่าอยากจะมาทักทายแลร์รี่และรับเจ้าสี่ขาด้วยกัน แต่ดีนมักจะตื่นไปออกกำลังกายตั้งแต่เช้ามืดอย่างที่คนอย่างเขาไม่เคยทำได้ (และไม่คิดจะทำถ้าไม่จำเป็น) ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่แลร์รี่นัดไว้พอดี เขาจึงไม่อยากให้ตารางเวลาของดีนต้องผิดแผนแต่เช้าเลยอาสามารับเวโลเพียงคนเดียว
“งั้นเอง ฟิตน่าดู ไม่เป็นไรแมค เดี๋ยวพี่ก็จะไปแล้ว ฝากทักทายดีนด้วยนะ“
พอเห็นแมคเคนซีทำท่าจะหยิบสมาร์ทโฟนจากกระเป๋าเสื้อโค้ททั้งที่ยังถือของพะรุงพะรัง แลร์รี่จึงรีบห้ามไว้ แล้วก็จริงตามที่บอก เขาไม่มีเวลาคุยเล่นมากมายนักด้วยกิจธุระที่รออยู่ภายภาคหน้า หลังจากดูนาฬิกาข้อมือแล้ว จึงได้เวลาบอกลากันเสียที
“ได้ครับ ผมจะบอกดีนให้ อ้อ ผมเอามาฝาก เห็นว่าพี่ต้องเดินทางอีกไกล จะได้มีแรง”
เมื่อรุ่นพี่ต่างค่ายบอกเช่นนั้น เป้าหมายจึงเปลี่ยนจากสมาร์ทโฟนมาเป็นกระป๋องเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานที่ไปซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อในค่ายก่อนมาเจออีกฝ่ายแทน
“โอ้ เยี่ยมเลย ขอบใจแมค งั้นพี่ไปก่อนนะ เจอกันอีกทีในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ไปก่อนนะเวโล“
แลร์รี่รับกระป๋องสีสันสดใสมาด้วยรอยยิ้ม ฝ่ามืออีกข้างตบเข้าที่ไหล่รุ่นน้องต่างค่ายเบา ๆ โดยไม่ลืมฝากฝังสัตว์เลี้ยงของตนอีกครั้ง
“แล้วพบกันครับพี่แลร์รี่ ขอให้ทุกอย่างราบรื่น ไม่ต้องห่วงเวโลนะครับ”
หนุ่มอังกฤษพยักหน้าพร้อมรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ดวงตาสีเฮเซลมองเดมิก็อดสายเลือดแห่งโรมที่ขึ้นรถแล้วขับออกไปในเวลาอันรวดเร็วโดยมีเสียงเห่าของเจ้าหมาดัชชุนดังไล่หลังราวกับกำลังบอกลาเจ้าของของมันเป็นการชั่วคราว
“เอาล่ะ ได้เวลาเป็นพี่เลี้ยงหมาอาทิตย์นึงแล้ว ไงเวโล ฉันแมคเคนซี ยินดีต้อนรับสู่ค่ายฮาล์ฟบลัดนะ”
เมื่อรถสปอร์ตสีแดงหายลับตาไป แมคเคนซีก็ยกกระเป๋าในมือขึ้นมาระดับใบหน้าเพื่อมองสิ่งมีชีวิตด้านในให้ชัด ๆ
“อ้ง ๆ !”
หมาน้อยดัชชุนขนยาวสีทองสลวยเห่าตอบด้วยเสียงแหลมเล็กพร้อมส่ายหางดุ๊กดิ๊กไปมา ดวงตากลมโตใสแจ๋วคู่นั้นมองมาที่เขาราวสุนัขขี้อ้อนไร้พิษภัย
จนแทบเกือบลืมไปเสียสนิทว่าแท้จริงแล้วนี่คือ ‘เฮลล์ฮาวนด์’ สุนัขสุดโหดจากปรโลกที่ถูกผลของหมอกบังตาบิดเบือนการรับรู้ทางสายตาไว้

สรุปเหตุการณ์
รับ เวโล มาจากแลร์รี่
เริ่มต้นเควส ช่วยแลร์รี่เลี้ยงหมา วันที่ 1/7
คะแนนความสนิทสนม
[NPC-54] แลร์รี่
ความสนิทสนมจากการพูดคุย : เพิ่มความสนิทสนม +5
ให้อาหาร (เครื่องดื่มเพิ่งพลัง) : เพิ่มความสนิทสนม +10
เอฟเฟกต์กุหลาบสีน้ำเงินทอง : เพิ่มความสนิทสนม +5
เอฟเฟกต์มาลาแห่งอัสสัมชัญ : เพิ่มความสนิทสนม +10
เอฟเฟกต์น้ำหอมเฮคาที (สุ่ม ลงท้ายเลขไบต์ 0 5 7 9) : เพิ่มความสนิทสนม +10
รวมคะแนนความสนิทสนม : +40
(หยุมหัวตัวเองมาเขียนได้ ซะที… T w T )